ฤดูฝน กับการดูแลสุขภาพด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย

          .

          อาจารย์นันทิกา พรหมมี อาจารย์สาขาวิชาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ร่วมให้ข้อมูลว่า “เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศบ่อย มีทั้งความร้อน และความชื้นปนกันในแต่ละวัน ซึ่งในบางวันอากาศอาจจะแปรปรวน มีทั้งลมพายุฝน และอากาศที่ร้อนจัด ด้วยสาเหตุนี้เองจะส่งผลทำให้ร่างกายเกิดเจ็บป่วยไม่สบายได้ง่าย ซึ่งสัมพันธ์ทฤษฎีการแพทย์แผนไทยที่ว่าด้วยร่างกายของคนเรา ที่ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ร่างกายกระทบความร้อน-ความเย็น ก็จะทำให้ร่างกายเกิดความแปรปรวนของธาตุทั้ง 4 เจ็บป่วยไม่สบายได้ง่าย เช่น กระทบร้อนเกินไป จะไปกระตุ้นธาตุไฟให้ทำงานเพิ่มมากขึ้น ส่งผลทำให้ เกิดอาการปวดศีรษะ เป็นไข้ตัวร้อนไปจนถึงมีอาการผื่นคัน และหากกระทบเย็นมากเกินไป จะส่งผลทำให้ร่างกายมีอาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อ ไปจนถึงมีอาการหวัดน้ำมูกไหล

         นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ไปกระตุ้นทำให้ร่างกายเจ็บป่วยไม่สบายเพิ่มมากขึ้น ได้แก่

– อุณหภูมิของอากาศในฤดูฝน เหมาะกับเชื้อโรคต่างๆ ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดี ในสภาวะอากาศชื้น โดยเฉพาะเชื้อรา ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคผิวหนังต่อมา

– การสัมผัสเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น ปกติเชื้อไวรัสกระจายในอากาศอยู่แล้ว แต่ยิ่งช่วงฤดูฝนที่มักมีลมพัดแรงช่วยให้เชื้อโรคฟุ้งกระจายได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ต้องระวังอย่าให้ศีรษะเปียกฝน เพราะเมื่อศีรษะเปียกฝนจะทำให้อุณหภูมิบริเวณเยื่อบุจมูกลดลง 1 -2 องศาเซลเซียส ซึ่งจะส่งผลให้เกิดเป็นหวัดได้ง่าย

          อาจารย์นันทิกา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า การดูแลสุขภาพด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย เพื่อป้องกันโรคหวัดที่พบในหน้าฝน ดังนี้

                  1. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ สะอาด และล้างมือก่อนทุกครั้งเวลารับประทานอาหาร

                  2. เลี่ยงการใช้มือ แขน หรือผ้าที่สกปรก มาขยี้ตา เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย หากโดนน้ำฝนให้รีบน้ำน้ำสะอาดล้างตาทันที

                  3. อย่าลืมหน้ากากอนามัย ในยุคนี้เราต้องใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันไว้ก่อนเพื่อป้องกันการสัมผัสโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัสจากผู้อื่น และไม่แพร่เชื่อให้แก่ผู้อื่นเช่นเดียวกัน

           นอกจากนี้ อาจารย์นันทิกา ได้แนะนำ 4 เมนูไทย ๆ ช่วยต้านหวัด ได้แก่

1. ส้มตำ อุดมไปด้วยวิตามินซี ทั้งพริกสด มะเขือเทศ และมะนาว ช่วยสร้างภูมิต้านทาน แนะนำให้รับประทานแต่พอดี เลือกอาหารที่ปรุงสะอาด ถ้าไม่อยากท้องเสียแทน ปรุงรสกลาง ๆ ไม่ปรุงรสเค็มจัด ลดการใส่น้ำปลา ปลาร้าและปูเค็ม เท่านี้ก็ห่างไกลหวัดได้แบบ Healthy สุด ๆ

2. ต้มยำกุ้ง เป็นเมนูที่ใส่สมุนไพร ตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า ทำให้หอมสดชื่น ช่วยขับเหงื่อ ลดไข้ บางสูตรใส่มะเขือเทศไปด้วยก็ยิ่งได้วิตามินเอ และวิตามินซีเพิ่ม คนที่มีน้ำมูก เจ็บคอ ปวดหัว ได้ซดน้ำแกงร้อน ๆ พร้อมกลิ่นหอมจากสมุนไพรก็ช่วยบรรเทาหวัดได้

3. น้ำพริกผักสด เครื่องปรุงหลักของน้ำพริกมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน มีวิตามินซีจากพริกและมะนาว เสริมกับผักสดหลากสีที่มีวิตามิน เกลือแร่ ใยอาหาร ช่วยให้ร่างกายสดชื่น ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี บรรเทาอาการหวัดได้เป็นอย่างดี

4. แกงเลียง มีทั้งฟักทอง ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ บำรุงสายตา เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ พริกไทยและหอมแดง ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ บรรเทาอาหารหวัดคัดจมูกได้

          นอกจากนี้ ยังมีน้ำสมุนไพรที่สามารถทำได้เองที่บ้าน เช่น น้ำตะไคร้ โดยการนำตะไคร้แก่ 1 กำมือมาทุบให้พอแหลก แล้วต้มเอาน้ำดื่ม โดยต้มน้ำ 3 ส่วนให้เหลือ 1 ส่วน โดยจะมีสรรพคุณแก้หวัด แก้ปวดศีรษะ แก้ไอ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ทำให้เจริญอาหาร และยังสามารถใช้ขิงได้เช่นเดียวกัน

          ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ Facebook สถานปฏิบัติการแพทย์แผนไทยประยุกต์ “คลินิกอาศรมเสลา ๒” สาขา ม.นเรศวร หรือโทรศัพท์ 055 967 449 ค่ะ” อาจารย์นันทิกา พรหมมี อาจารย์สาขาวิชาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรร่วมให้ข้อมูล