ผลงานวิจัยพยาบาล Popular Vote พบ 5 ปัจจัยสัมพันธ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานฯ

          ผลการศึกษาวิจัย เรื่อง “ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความ รอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้” เป็นผลงานที่ได้รับรางวัล Popular Vote กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ จาก โครงการประกวดและเผยแพร่นวัตกรรมจากงานวิจัยสู่สังคม “การประกวดนวัตกรรมจากวิทยานิพนธ์และการค้นคว้าอิสระ” จัดทำโดย นายกอบกุล มาดีคาน นิสิตระดับปริญญาโท ซึ่งมี รองศาสตราจารย์ ดร.นงนุช โอบะ และ ดร.ปิ่นหทัย ศุภเมธาพร คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

       ในโอกาสนี้ ทีมข่าวได้ไปร่วมแสดงความยินดีและได้สอบถามถึง ความรู้สึกของอาจารย์ที่ปรึกษา การเรียนการสอนของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร รวมถึงผลที่ได้จากการศึกษาในหัวข้อดังกล่าว มาติดตามรายละเอียดจาก รองศาสตราจารย์ ดร.นงนุช โอบะ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ด้วยกันเลย

-ความรู้สึกของอาจารย์ที่ปรึกษา

          “เรามีความภูมิใจมากที่ว่าได้รับรางวัล Popular vote ใจจริงแล้วนิสิตเขาอยากจะทำเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพมานานแล้ว คือเป้าหมายสำคัญของการดูแลผู้ป่วยเบาหวานเราต้องการให้เขาสามารถที่จะควบคุมน้ำตาลให้ได้ ถ้าผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ เขาก็จะมีชีวิตที่ยืนยาวแล้วก็ไม่มีโรคแทรกซ้อนค่ะ”

-ที่มาเบื้องต้นของการศึกษาเรื่องดังกล่าว

          “ขอเล่าตรงนี้นิดนึงที่ไปที่มาเพราะว่าใจจริง ๆ ไม่ได้คิดว่าเราจะได้ เพราะว่าเป็นโครงการวิจัยเชิงพรรณนาธรรมดา แล้วก็หาความสัมพันธ์เท่านั้นเอง แต่สิ่งที่เราได้ดิฉันมาคิดดู กลับมาคิดดูว่าทำไมเราถึงได้ เพราะว่าเราไปดีไซน์ เราไปดีไซน์ตัวแปร ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ คือ เขาก็มอบโจทย์มาให้ดิฉันว่าเอายังไงดี ดิฉันก็มาช่วยคิดกันกับนิสิตก็เลยไปหาตัวแปรที่ดีว่า จะมีตัวแปรตัวไหนบ้างที่สำคัญ ที่ว่ามันจะมีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ดิฉันก็ไปคิดถึงว่า บุคคล ครอบครัว ชุมชน กรอบตัวนี้หาตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสักตัวแปรนึงเข้ามาแล้ว เดี๋ยวเราสร้างเป็นแบบสอบถามเข้าไปสอบถาม แล้วก็ตัวแปรครอบครัว และตัวแปรนึงมีความเชื่อว่าครอบครัวก็มีส่วนที่จะทำให้คนเรานั้นมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ แล้วก็อีกอันหนึ่งที่สำคัญก็คือ เรื่องการบริการระบบบริการสุขภาพการบริการที่คลินิกโรคเบาหวาน ซึ่งดิฉันคิดว่าตัวแปร 3 ตัว พอเราค้นเข้ามาแล้วก็ทำให้มันมีความสัมพันธ์ด้วย อันนี้ก็คือคิดว่าที่ได้รับรางวัลเนื่องจากว่าเป็นตัวแปรที่ดี

          อยากจะฝากนิสิตทุกคนที่ทำงานวิจัย หรือว่าท่านอาจารย์ที่สนใจทำวิจัยให้คิดหาตัวแปรดี ๆ แล้วก็มีประโยชน์ สิ่งที่คุณกอบกุลได้ค้นพบ เขาค้นพบว่าตัวแปรมีความสัมพันธ์ทุกตัวเลยที่เราคิดมามี 5 ตัวสัมพันธ์ทั้งหมดแต่ว่ามีอยู่ 2 ตัวแปร ที่เราไม่สามารถจะไปทำอะไรได้ ก็คือ อายุกับระดับการศึกษา แต่ว่าตัวแปรเรื่องการรับรู้ ภาวะสุขภาพ ซึ่งเดี๋ยวจะพูดอีกต่อในตอนท้ายของการที่นำประโยชน์ไปใช้ แล้วก็เรื่องแรงสนับสนุนจากครอบครัว และเรื่องการบริการคลินิกของโรคเบาหวาน ตัวแปร 3 ตัวนี้เป็นตัวแปรที่สำคัญที่ทำให้งานวิจัยนี้มีคุณค่าและก็ได้ได้รับกำลังใจ แรงใจได้ถูกโหวต ดิฉันก็ภาคภูมิใจมาก

          สำหรับนิสิตคนนี้ คือตั้งแต่แรกเลยเขาจะเป็นนิสิตที่ alert มาก ๆ เพราะเข้ามาตอนสอบครั้งแรกในภาษาอังกฤษก็ยังไม่ดีเราจะต้องมีผ่านภาษาอังกฤษด้วย สำหรับปริญญาโทรู้สึกว่าจะ 60 แต่ว่าเวลาเขาเข้ามาตอนแรกยังไม่ถึง แล้วก็ไปเรียนนิดนึงแล้วก็มาสอบ ครั้งหลังเขาได้เท่ากับระดับปริญญาเอก 70 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เวลาที่เขาศึกษาค้นคว้า เขาจะไปค้นรีวิวมากมายทั้งภาษาอังกฤษ ก็มีอ่านผิดบ้างถูกบ้างแต่ว่าเขาก็จะตอบได้หมดเลย แล้วก็ทำเป็นแบบตารางบันทึกเรียบร้อยเลย

          โดยรวมดิฉันก็ภูมิใจมาก ขาเป็นเด็กที่หัวดี หัวเร็ว แล้วก็สู้ คือให้ทำอะไรเขาก็ทำตามแล้วก็กลับมาหาทุกครั้ง มาหาทุกครั้งเขาจะมีความก้าวหน้ามารายงานเรา แล้วก็มาถามด้วยว่าอย่างนี้คือไปข้างหน้า ไม่ได้ให้เราดึง เขาจะจูงเราไปด้วยซ้ำ ก็คิดว่านิสิตคนนี้เขาจะมีอนาคตที่ดี คงจะได้เรียนในระดับปริญญาเอกทางการพยาบาลต่อไป แล้วก็ถ้าเรามีโอกาสดีเขาก็อาจจะได้มาเป็นคุณครูอะไรอย่างนี้ แล้วก็เป็นผู้บุกเบิกองค์ความรู้ทางด้านการพยาบาล ถ้าเขาอยู่ในระบบบริการก็จะเป็นพยาบาลที่ดีเด่นต่อไปค่ะ”

-เป้าหมายของการเรียนการสอน

          ก็ต้องเรียนให้ทราบก่อนเลยว่าสาขาของเราที่เรียน ก็คือ สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน ฟังดูแล้วก็คล้าย ๆ ของหมอมีเวชปฏิบัติถ้าเป็นปฏิบัติชุมชน อันนี้จะเป็นของแพทย์แต่ของเรามีการพยาบาลด้วย เพราะฉะนั้นในสาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน จบไปแล้วก็จะเป็นพยาบาลเวชปฏิบัติ ซึ่งพยาบาลเวชปฏิบัติที่เมืองไทยกับที่เมืองนอกนั้นไม่เหมือนกันเลยของเราเป็นสาขาชุมชน แต่ว่ามันครอบคลุมด้วย คือถ้าเป็นสาขาชุมชนจะครอบคลุมครอบครัวด้วย ครอบครัวอยู่ในชุมชนและบุคคลด้วยเราจะดูแลทั้งบุคคลคือคนเป็นคน ๆ ดูแลครอบครัวและดูแลชุมชนด้วย โดยมุ่งเน้นการการศึกษาของเราในมิติทางการพยาบาล

          ก็เล่าตรงนี้นิดนึงในเมื่อมีทั้งเวชปฏิบัติแล้วก็มีทั้งการพยาบาล ในมิติของการพยาบาลจะมี 4 มิติด้วยกันก็คือ 1.การสร้างเสริมสุขภาพทำให้สุขภาพของประชาชนดี 2.การป้องกันโรคอันนี้ก็คือการป้องกันโรคต่าง ๆ การฉีดวัคซีนอย่างนี้ จะเป็นเรื่องของการป้องกันโรค ข้อที่ 3 คือการรักษาโรคเบื้องต้นพยาบาลก็ทำการรักษาโรคเบื้องต้นได้ เพราะว่าประเทศเราขาดแคลนแพทย์ เราไม่มีแพทย์ไปอยู่ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือเมื่อสมัยก่อนเรียกว่าสถานีอนามัย ยังไม่มีแพทย์ มีเฉพาะสถานีอนามัยใหญ่ ๆ ที่มีแพทย์ไปอยู่บ้างในบางเวลา เราก็จะใช้พยาบาลเวชปฏิบัติซึ่งก็จะเป็นลูกศิษย์ของดิฉันเรียนในสาขาของดิฉันเข้าไปทำงานทำหน้าที่ในการตรวจรักษาเบื้องต้น อันนี้ต้องบอกนิดนึงว่าเราไม่เท่าเทียมแพทย์ ตรวจรักษาโรคเบื้องต้น อาการเบื้องต้น อย่างเช่น พวกโรคหวัด ปวดศีรษะธรรมดา ก็มีหลายอย่างที่จะต้องส่งต่อให้กับแพทย์ตรวจด้วยแต่ว่าถ้าเป็นโรคง่าย ๆ ใช้ยาที่ไม่ยุ่งยากไม่ซับซ้อนไม่อันตรายอันนี้พยาบาลเวชปฏิบัติก็ก็รักษาได้อันนี้คือสาขาของเรา

          สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติจะมีอยู่ 2 อย่าง คือ 1.เรียนจบปริญญาโทและได้การพยาบาลเวชปฏิบัติแล้วก็ไปทำงานที่เน้นเรื่องของการรักษาโรคเบื้องต้น เมื่อกี้นี้ลืมบอกไปมิติที่ 4 คือการฟื้นฟูสุขภาพซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นหน้าที่ของนักกายภาพบำบัดพยาบาลก็ช่วยด้วยได้เรามี 4 มิติ เพราะฉะนั้นการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชนจะเน้นมิติที่ 3 ก็คือเรื่องของการรักษาโรคเบื้องต้นแล้วก็มิติที่ 1 คือ การสร้างเสริมสุขภาพเป็นหลัก

          กลับมาอีกนิดนึงว่าพยาบาลเวชปฏิบัติเวลาเรียนมี 2 ระดับด้วยกัน ก็คือระดับปริญญาโทที่สาขาของดิฉัน แล้วก็สาขาที่คุณกอบกุลจบ กับอีกอย่างหนึ่งก็คือเป็นหลักสูตรฝึกอบรมแล้วมีหลักสูตรฝึกอบรม 4 เดือน ซึ่งอันนี้น่าจะเรียนเข้มข้นมากต้องไปตรวจรักษาในการฝึกปฏิบัติ 500 ชั่วโมง ต้องไปฝึกการตรวจรักษาโรคเบื้องต้นที่โรงพยาบาล ก็เชิญชวนที่คณะก็จะมีทั้ง 2 ระดับเลย ทั้งระดับปริญญาโทแล้วก็ระดับหลักสูตรเฉพาะทางหลักสูตร 4 เดือนก็ขอเชิญชวน

          คราวนี้พอจบไปแล้วพยาบาลเวชปฏิบัติตรงนี้อยากจะเล่าเพิ่มเติมอีกนิดนึงว่า ที่เมืองนอกกับที่เมืองไทยไม่เหมือนกัน ดิฉันเคยไปเรียนที่อเมริกามา 1 ปี หลักสูตร postdoc ก็ที่นั่นเขาจะมีพยาบาลเวชปฏิบัติเทียบเท่าหมอเลย สามารถที่จะใช้ยาใช้ตรวจรักษาได้แล้วก็เก่งมาก ๆ แต่ว่าแต่ละรัฐก็ไม่เท่ากัน แต่ละรัฐไม่เท่ากันบางรัฐก็ต้องทำได้เยอะเลยแล้วก็เงินก็ดีด้วย แต่เขาจะเป็น Family Nurse Practitioner เป็นพยาบาลเวชปฏิบัติครอบครัวพยาบาลเวชปฏิบัติเด็กมีสาขาเด็กด้วย แล้วก็พยาบาลเวชปฏิบัติสูงอายุ พยาบาลเวชปฏิบัติทารกแรกเกิด เป็นแบบสาขาย่อยเลย โดยที่พยาบาลเวชปฏิบัติจะครอบคลุมไปหมดเลย ก็คือมาเน้นเรื่องของการรักษาแล้วก็เข้มแข็งมาก ได้เงินเดือนสูงแล้วก็มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ๆ เลยในระบบบริการสุขภาพ

          แต่ว่าของประเทศเราได้ยังไม่ถึงนั้น แต่ก็เป็นสาขาที่นิสิตก็นิยม แต่ว่าเวลาจบไปทำงาน จะไม่ได้ทำงานอยู่บนวอร์ด ส่วนใหญ่น่าจะไม่ค่อยแต่งชุดขาวเท่าไหร่ เราจะแต่งชุดสีฟ้าเพราะว่าจะต้องทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ซึ่งปัจจุบันเขาก็จะให้ พยาบาลเวชปฏิบัติชื่อซึ่งเราเรียกภาษาอังกฤษตัว NP Nurse practitioner ทำงานอยู่ที่รพ.สต. ถ้าเป็น รพ.สต.ที่มีประชากรน้อยกว่า 5 พันคน ก็มีพยาบาลเวชปฏิบัติได้แค่ 1 คน แต่ถ้ามากกว่า 5 พันคนก็จะมีพยาบาลเวชปฏิบัติได้ 2 คน อันนี้เขาก็จะทำหน้าที่เต็มที่เลยไม่มีแพทย์ก็จะทำหน้าที่เน้นทุกมิติของการพยาบาล และที่สำคัญก็คือเน้นมิติการรักษาโรคเบื้องต้น แล้วก็มิติการสร้างเสริมสุขภาพให้กับประชาชน

          อีกส่วนนึงพยาบาลที่จบในสาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติ จะทำงานในหน่วยสร้างเสริมสุขภาพหรือว่าศูนย์การแพทย์ต่าง ๆ หน่วยเวชกรรมสังคม หรือว่าหน่วยที่เราเรียกว่า PCU และก็เดี๋ยวนี้ก็จะเรียกว่า CCU ซึ่งเป็นพยาบาลที่จะทำหน้าที่เกี่ยวกับการเยี่ยมบ้านแล้วก็ดูแลที่ OPD ก็ได้ ที่ตึกตรวจผู้ป่วยนอก เพราะว่าเราจะมีเรื่องเกี่ยวกับการรักษา จะไม่ได้ขึ้นวอร์ดเพราะฉะนั้นพยาบาลกลุ่มเวชปฏิบัติชุมชนก็จะต้องใส่ชุดสีฟ้าจริง ๆ อาจารย์น่าจะใส่เสื้อสีฟ้ามา วันนี้ไม่ได้ใส่มา วันนี้พอดีไม่ได้ลงฝึกภาคปฏิบัติ ใส่เสื้อสีฟ้าแล้วก็อาจจะต้องนุ่งกางเกงสีฟ้าด้วยได้ หรือว่ากระโปรงสีฟ้าหรืออาจจะนุ่งกระโปรงสีดำอะไรประมาณนี้ค่ะ”

-ความหมายของความรอบรู้ด้านสุขภาพ

          “ความรอบรู้ด้านสุขภาพ จะหมายถึงทักษะของบุคคลที่สามารถเข้าถึง เข้าใจข้อมูล ความรู้สารสนเทศซึ่งมีมากมายปัจจุบัน และยิ่งมีเยอะแยะมากมายเลย และก็นำความรู้เหล่านั้นมาคิดวิเคราะห์ แล้วก็มาปรับทัศนคติและพฤติกรรมของตัวเอง แล้วก็นำมาใช้ในการดูแลตนเอง พูดง่าย ๆ เลยก็คือว่าเป็นทักษะที่เราสามารถจะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารความรู้ต่าง ๆ และก็นำข้อมูลข่าวสารนั้นมาคิดวิเคราะห์ประมวล แล้วก็มาปรับความเชื่อและทัศนคติของเราและพร้อมกับปรับพฤติกรรม ซึ่งจะส่งผลให้เราเองมีสุขภาพที่ดี มีชีวิตที่ยืนยาว แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยก็สามารถที่จะให้เขาอยู่กับโรคนั้นได้อย่างปกติสุขเหมือนคนทั่วไป ไม่มีความทุกข์ใจ สบายใจ อะไรเกิดขึ้นค่ะ”

-ข้อค้นพบจากการศึกษาหัวข้อดังกล่าว

          “คราวนี้ที่เขาค้นพบอันแรกเลย ก็คือว่าเขาใช้แบบแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพซึ่งนำมาจากของ ดร.ชนวนทอง ที่มหาวิทยาลัยมหิดล แบบสอบถามไม่ได้สร้างเองแล้วก็ยากมาก เขานำไปถามผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลไม่ได้ แล้วเขาก็ได้ข้อค้นพบว่า ผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มตัวอย่างของเขาที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ เขามีความรู้ความรอบรู้ด้านสุขภาพแค่ระดับรู้จัก คือท่านอาจารย์ชนวนทอง แบ่งเอาไว้ว่าถ้าใครมีคะแนนมากกว่า 60 คะแนน 60 เปอร์เซ็นต์ของคะแนนรวมทั้งหมดให้เรียกว่ารู้แจ้ง รู้แจ้ง ก็คือ รู้ดี แต่ว่าถ้าแค่รู้จักแต่หมายถึงว่า ก็ยังไม่ถึงขั้นที่ว่ารู้อย่างดี แค่รู้บ้างไม่มากนัก แต่ว่าพอสมควร

           โดยภาพรวมจากผลงานวิจัยของเขา ได้ข้อค้นพบในประเด็นนี้ว่า ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้หมายถึง คนที่ว่าโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมีภาวะแทรกซ้อนมาก โดยภาพรวมความรอบรู้ด้านสุขภาพของเขา อยู่แค่ระดับรู้จัก แต่ก็แปลกมากมีประเด็นเรื่องการอ่านศัพท์พื้นฐานทางการแพทย์คือจะมีคำศัพท์อยู่ในนั้นอย่างเช่น เอวันซี ระดับน้ำตาลในเลือด FBS คนไข้รู้จัก รู้แจ้งอ่านคำศัพท์ที่สามารถอ่านได้เขาก็แปลกใจมาก พอได้ตัวแปรตามมาแล้ว สิ่งที่ได้ค้นพบก็คือ เมื่อกี้นี้ได้เรียนให้ทราบไว้นิดนึงว่าเรามีตัวแปรอยู่ 5 ตัวที่ศึกษาว่ามันจะมีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพนี้ไหม แล้วเราก็พบว่า มีความสัมพันธ์ทุกตัวแปรเลย เริ่มตั้งแต่ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ก็หมายความว่า คนที่มีระดับการศึกษาสูงก็จะมีความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงด้วย อันนี้ก็เป็นความจริงที่เราทุกคนก็รู้อยู่แล้ว ตัวแปรอีกตัวนึงก็คือเรื่องอายุสัมพันธ์ ผกผันเป็นไปในทางลบ หมายความว่า ถ้ามีอายุมากความรอบรู้ด้านสุขภาพก็จะน้อย แต่อายุน้อยความรอบรู้ด้านสุขภาพก็จะมาก อันนี้ก็โอเคก็เป็นไปได้ เพราะว่าคนแก่เรื่องของการรับรู้ก็จะลดลง

          ตัวแปรตัวนึงซึ่งเราสร้างขึ้นมาเอง ก็คือ การบริการของคลินิกโรคเบาหวาน การบริการที่ผู้ป่วยได้รับในคลินิกโรคเบาหวานมีความสัมพันธ์ significance ที่ 0.001 อันนี้ก็สำคัญมากว่ามันมีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพ หมายความว่าไง ก็หมายความว่า การบริการที่ผู้ป่วยได้รับที่เขาทำ เขาทำผู้ป่วยเบาหวานที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นบริการของโรงพยาบาลอุตรดิตถ์ ทั้งที่ รพ.สต. แล้วก็ที่ใน PCU ของโรงพยาบาล นั่นหมายความว่า การบริการที่คลินิกนั้นมันมีความสัมพันธ์ ถ้าเราให้บริการดีสูง ก็จะทำให้ความรอบรู้ด้านสุขภาพดีไปด้วย ซึ่งตัวนี้จะเป็นประโยชน์ต่อระบบบริการสุขภาพ ถ้าอยากจะรู้ว่ามันเป็นประโยชน์อย่างไร ต้องเข้าไปดูที่แบบสอบถาม ว่าเขาถามอะไร และตัวตัวแปรเหล่านั้น ก็จะถามว่าบริการที่เขาได้รับ อย่างเช่น แผ่นพับคืออะไร การบอกผลการตรวจ การสั่งยาของแพทย์ อะไรพวกนี้จะมีออกมาในนั้นหมดเลย ซึ่งสามารถที่จะศึกษาต่อไปได้ ตัวแปรตัวนี้เป็นตัวแปรที่สำคัญ ซึ่งสามารถจะเอาไปปรับระบบบริการสุขภาพได้ หากว่าที่หน่วยงานไหนสนใจอยากจะเพิ่มพูนความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน เพื่อที่จะให้เขามีทักษะในการดูแลตนเองดีขึ้น ก็ควรที่จะให้บริการอย่างชัดเจนด้วย เพราะว่าเป็นตัวแปรที่แปรไปตามกัน มีความสัมพันธ์เชิงบวกนั่นเอง

          อีกตัวแปรนึง ก็คือ การรับรู้ภาวะสุขภาพอันนี้เป็นของตัวเขาเองเป็นการประเมินตัวเอง ผลมันเป็นปลายทางบวกเหมือนกัน ก็คือว่า ถ้าเขารับรู้ว่าเขามีภาวะสุขภาพที่ดีเรื่องความรอบรู้ด้านสุขภาพเขาก็จะดี อันนี้นั่นหมายความว่า การรับรู้และก็สำคัญ ดิฉันก็คิดว่าเป็นตัวแปรที่ดีแล้วก็เลือกให้เขาศึกษา ก็คือ แรงสนับสนุนทางครอบครัว ครอบครัวมีส่วนสำคัญอย่างมากๆ ในการดูแลสุขภาพของคนป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยโรคเรื้อรังอย่างโรคเบาหวาน จะต้องเผชิญชีวิตอยู่กับโรคเบาหวานตลอดชีวิตเลย เพราะว่าเราก็รู้อยู่แล้วว่ารักษาไม่หาย ทั้ง ๆ ที่ในขณะนี้ก็มีแพทย์หลายท่านพยายามที่ว่าจะรักษาเบาหวานโดยไม่ใช้ยา จะพยายามหยุดยาแต่ว่าตอนนี้ก็ยังคงแบบเดิม ๆ ว่า ถ้าใครเป็นโรคเบาหวานจะต้องทานยาฉีดยาไปตลอดชีวิต ซึ่งพอเรามาพบว่า แรงสนับสนุนจากครอบครัวมีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ถ้าได้รับแรงสนับสนุนจากครอบครัวมากสูง ความรอบรู้ด้านสุขภาพของเขาทักษะเขาก็จะดีขึ้น เขาก็จะดูแลตัวเองได้ดีขึ้น เราในฐานะทีมสุขภาพทุก ๆ คน ก็ควรที่จะให้ครอบครัว ได้มีส่วนร่วมในการรับรู้ในการสนับสนุนผู้ป่วยที่จะดูแลตนเอง อันนี้คือข้อค้นพบที่เราได้รู้ค่ะ”

-องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาในหัวข้อดังกล่าว

          “สำหรับตัวดิฉันเองก็คิดว่าจะเป็นองค์ความรู้ใหม่ไหม ก็คิดว่าใหม่ พยายามหาตัวแปรที่ว่าเป็นประโยชน์ ในบางครั้งหลายคนชอบเอาตัวแปรส่วนบุคคล อย่างเช่น อายุ เพศ การศึกษา อาชีพ มาหาความสัมพันธ์หรือว่ามาหาการทำนาย ซึ่งจริง ๆ แล้ว บอกได้เลยว่ามันไม่ค่อยมีประโยชน์นัก อยากจะให้หาตัวแปรที่เกี่ยวข้องจริง ๆ แล้วก็เราสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง ตัวแปรต้นนั้น ๆ ได้ หรือว่าคนที่มาอ่านวารสารที่ตีพิมพ์หรือว่าวิทยานิพนธ์ที่ตีพิมพ์แล้วก็นำไปใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

          ขอโชว์นิดนึงว่าเขาก็ทำวิทยานิพนธ์ เป็นของมหาวิทยาลัยนเรศวร ก็ตีพิมพ์เผยแพร่และก็ทางมหาวิทยาลัยน่าจะขอตีพิมพ์เป็นแบบดิจิตอล อันนี้เป็นวิทยานิพนธ์ ส่วนอีกเล่มนึงจะเป็นวารสารการพยาบาลและสุขภาพ เราตีพิมพ์อยู่ที่ฉบับปีที่ 14 ฉบับที่ 1 ของเขาจะอยู่หน้า 38 อันนี้อยู่บนเว็บไซต์ของคณะอยู่แล้ว เว็บไซต์ก็คือ www.nurse.nu.ac.th/journals  ซึ่ง search ดูได้ อยู่บนเว็บไซต์แล้วค่ะ”